EYFS เป็นกรอบแนวทางการเรียนรู้และพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศอังกฤษ ซึ่งให้ความสำคัญกับพัฒนาการรอบด้านมากกว่าการเรียนเพื่อท่องจำหรือทำแบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
บทความนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับแนวทางของ EYFS และหลักสูตร EYFS ที่เป็นวิธีการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ เด็ก ๆ จะได้ทักษะไหนบ้าง และจะได้พัฒนาการทางด้านอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย
หลักสูตร EYFS คืออะไร?
Early Years Foundation Stage หรือ EYFS คือกรอบมาตรฐานด้านการเรียนรู้ พัฒนาการ และการดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 5 ปีของประเทศอังกฤษ โดยกำหนดแนวทางให้สถานศึกษาสนับสนุนเด็กอย่างเหมาะสมกับช่วงวัย ทั้งด้านร่างกาย ภาษา อารมณ์ สังคม และความคิด
แม้ผู้ปกครองทั่วไปจะคุ้นกับคำว่า “หลักสูตร EYFS” แต่ในทางการศึกษา EYFS เป็นกรอบแนวทางมากกว่าการกำหนดให้เด็กทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน โดยโรงเรียนสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของเด็ก สภาพแวดล้อม และแนวทางการสอนของแต่ละโรงเรียนได้
หลักการสำคัญของ EYFS คือเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากัน การเรียนรู้จึงควรเกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ที่ดี สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง และลงมือทำ
พัฒนาการ 7 ด้านในหลักสูตร EYFS มีอะไรบ้าง?
พัฒนาการในหลักสูตร EYFS แบ่งออกเป็น 7 ด้าน โดย 3 ด้านแรกเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการสร้างความสัมพันธ์ (Prime Areas) ส่วนอีก 4 ด้านจะเป็นส่วนที่ช่วยต่อยอดความรู้ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก (Specific Areas) ซึ่งจุดเด่นและแนวทางการสอนของ EYFS ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงกันผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และการเรียนรู้ผ่านการเล่นรวมถึงการทำกิจกรรมต่าง ๆ
ทักษะพื้นฐาน 3 ด้าน (Prime Areas)
1. ด้านการสื่อสารและภาษา (Communication and Language)
เด็กจะได้พัฒนาทักษะการฟัง การพูด การสนทนา และการทำความเข้าใจภาษา ผ่านนิทาน เพลง การพูดคุย และการเล่นบทบาทสมมติ ครูจะช่วยชวนเด็กพูดคุย ตั้งคำถาม และแนะนำคำศัพท์ใหม่ ๆ เพื่อให้เด็กสามารถสื่อสารความต้องการ ความคิด และความรู้สึกของตนเองได้ดีขึ้น
นอกจากนี้การสื่อสารยังเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ เพราะเมื่อเด็กเข้าใจภาษา เด็กจะสามารถทำตามคำแนะนำ อธิบายสิ่งที่สังเกตเห็น และเชื่อมโยงประสบการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ด้านพัฒนาการทางร่างกาย (Physical Development)
พัฒนาการทางร่างกายครอบคลุมทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เด็กจะได้เคลื่อนไหวร่างกายผ่านกิจกรรม เช่น วิ่ง กระโดด ปีนป่าย เต้นรำ และเล่นกลางแจ้ง เพื่อพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว และการประสานงานระหว่างร่างกาย
ในขณะเดียวกัน กิจกรรมอย่างการวาดภาพ ต่อบล็อก ปั้นดินน้ำมัน หรือใช้กรรไกรอย่างเหมาะสม จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและการทำงานร่วมกันระหว่างมือกับตา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเขียน และการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน
3. ด้านพัฒนาการส่วนบุคคล สังคม และอารมณ์ (Personal, Social and Emotional Development)
เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้การเข้าใจความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ การแบ่งปัน การรอคอย และการทำงานร่วมกับเพื่อน เพราะกิจกรรมกลุ่มและการเล่นร่วมกันช่วยให้เด็กเรียนรู้กติกาง่าย ๆ รู้จักรับฟังความคิดเห็น และค่อย ๆ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
นอกจากนี้ เด็กยังได้รับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือตนเอง เช่น เก็บของเล่น รับประทานอาหาร หรือดูแลของใช้ส่วนตัว ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ความรับผิดชอบ และความเป็นอิสระตามวัยอีกด้วย

ทักษะเฉพาะ 4 ด้าน (Specific Areas)
4. ด้านการรู้หนังสือ (Literacy)
ด้านการรู้หนังสือไม่ได้หมายถึงการบังคับให้เด็กอ่านหรือเขียนได้เร็ว แต่เป็นการวางพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับเสียง ภาษา ตัวอักษร หนังสือ และการถ่ายทอดความคิดผ่านการเขียน
เด็กอาจเรียนรู้ผ่านการฟังนิทาน ร้องเพลงที่มีคำคล้องจอง เล่นเกมเสียง พูดคุยเกี่ยวกับตัวละคร หรือทดลองเขียนตัวอักษรและคำง่าย ๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยส่งเสริมทั้งการฟัง การออกเสียง การจดจำคำศัพท์ และความรักในการอ่านอย่างเป็นธรรมชาติ
5. ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematics)
เด็กเล็กจะได้เรียนรู้แนวคิดทางคณิตศาสตร์ผ่านกิจกรรมที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการนับจำนวน การเปรียบเทียบขนาด การจัดกลุ่ม การสังเกตรูปแบบ รูปร่าง และตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น
- การนับของเล่น
- การแบ่งขนมให้เพื่อน
- การเรียงบล็อกจากเล็กไปใหญ่
- การสังเกตรูปทรงระหว่างเดินเล่น
ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจคณิตศาสตร์จากประสบการณ์จริง และค่อย ๆ พัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหา
6. ด้านการทำความเข้าใจโลก (Understanding the World)
เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ผู้คน ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม เทคโนโลยี และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่านการสังเกต ทดลอง และตั้งคำถาม
เด็กอาจได้ปลูกต้นไม้ สำรวจแมลง สังเกตสภาพอากาศ ทำความรู้จักอาชีพต่าง ๆ หรือเรียนรู้ความเหมือนและความแตกต่างของผู้คนในแต่ละวัฒนธรรม ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้เด็กเข้าใจโลกรอบตัว พร้อมพัฒนาความอยากรู้อยากเห็นและทักษะการคิดเชิงเหตุผล
7. ด้านศิลปะและการออกแบบ (Expressive Arts and Design)
เด็กจะได้ถ่ายทอดความคิด จินตนาการ และความรู้สึกผ่านศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว การแสดง การเล่นบทบาทสมมติ และการใช้วัสดุหลากหลายรูปแบบ
กิจกรรมด้านนี้ไม่ได้มุ่งเน้นให้เด็กสร้างผลงานที่เหมือนกันหรือสวยงามตามแบบ แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการที่เด็กได้เลือก ทดลอง และสร้างสรรค์ด้วยตนเอง เด็กจึงสามารถเรียนรู้การแสดงออก พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และสร้างความมั่นใจในการนำเสนอผลงานของตนเองได้มากขึ้น
ข้อดีของหลักสูตร EYFS ต่อพัฒนาการเด็กเล็ก
แนวทาง EYFS ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยอย่างสมดุล โดยมองว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการอ่าน เขียน หรือคำนวณ แต่ยังเกิดจากการเล่น การสื่อสาร ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และประสบการณ์รอบตัว เมื่อโรงเรียนนำแนวทางนี้ไปใช้ร่วมกับการดูแลของครูที่เข้าใจเด็ก จึงช่วยสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้และการเติบโตในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. เด็กได้พัฒนาทักษะและเรียนรู้อย่างรอบด้าน
EYFS ไม่ได้เน้นเฉพาะการอ่านออกหรือการนับเลข แต่ให้ความสำคัญกับภาษา ร่างกาย อารมณ์ สังคม ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจโลกไปพร้อมกัน
2. เคารพความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
เด็กแต่ละคนมีความสนใจและจังหวะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แนวทาง EYFS จึงเปิดโอกาสให้ครูสังเกตและปรับกิจกรรมให้เหมาะกับความต้องการของเด็กมากขึ้น
3. สร้างความมั่นใจและความเป็นอิสระ
เมื่อเด็กได้เลือกกิจกรรม ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ และได้รับการสนับสนุนจากครู เด็กจะค่อย ๆ พัฒนาความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด และกล้าลองสิ่งใหม่
4. เชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การใช้ชีวิตจริง
เด็กไม่ได้เรียนรู้เฉพาะจากหนังสือ แต่ยังเรียนรู้จากธรรมชาติ การทำอาหาร ศิลปะ ดนตรี การเล่นกับเพื่อน และกิจวัตรประจำวัน

EYFS ที่ St. Andrews Sukhumvit 107
ที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส สุขุมวิท 107 เรามีหลักสูตรเปิดสอนสำหรับเด็กอายุ 2–5 ปี ตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Reception โดยใช้ Early Years Foundation Stage (EYFS) เป็นแนวทางหลักในการจัดการเรียนรู้
เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ผ่านการเล่น การสำรวจ และประสบการณ์จริงทั้งในพื้นที่ในร่มและกลางแจ้ง โดยมีคุณครูคอยดูแล สนับสนุนเด็กตามความสนใจ และจังหวะพัฒนาการของเด็กแต่ละคน การเรียนรู้ครอบคลุมทั้งการสื่อสารและภาษา การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี การว่ายน้ำ พลศึกษา ภาษาไทย รวมถึงการเรียนรู้จากธรรมชาติ
แนวทางของโรงเรียนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครู เพื่อน และครอบครัว พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง กล้าสำรวจสิ่งรอบตัว และค่อย ๆ พัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับช่วงวัยอย่างมั่นใจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลักสูตร EYFS
1. EYFS แตกต่างจากการเรียนอนุบาลทั่วไปอย่างไร?
EYFS หรือ Early Years Foundation Stage คือกรอบแนวทางการเรียนรู้และพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศอังกฤษ โดยให้ความสำคัญกับพัฒนาการ 7 ด้าน ต่างจากการเรียนอนุบาลทั่วไปที่อาจเน้นไปที่การท่องจำหรือทำแบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียว
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรอังกฤษตั้งแต่ระดับ EYFS
2. เด็กอายุเท่าไหร่จึงสามารถเข้าเรียนตามแนวทาง EYFS ได้?
ที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส สุขุมวิท 107 เปิดสอนระดับปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 2–5 ปี แนะนำให้ผู้ปกครองสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงอายุและการเตรียมความพร้อมกับทางโรงเรียนโดยตรง
3. เด็กต้องพูดภาษาอังกฤษได้ก่อนเข้าเรียน EYFS หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป เด็กสามารถค่อย ๆ เรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านนิทาน เพลง เกม การสนทนา และกิจวัตรประจำวันในห้องเรียน
สรุป
เรียกได้ว่า EYFS คือกรอบแนวทางการเรียนรู้ปฐมวัยที่มุ่งพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ผ่านการเล่น การสำรวจ ความสัมพันธ์ที่ดี และประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน โดยครอบคลุมพัฒนาการ 7 ด้าน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเลือกโรงเรียนที่ระบุว่าใช้ EYFS แต่ควรดูว่าโรงเรียนนำแนวทางนี้ไปใช้กับเด็กจริงอย่างไรบ้าง ทั้งด้านการดูแลของครู สภาพแวดล้อม และการสนับสนุนความแตกต่างของเด็กแต่ละคน หากกำลังเปรียบเทียบโรงเรียนสำหรับลูกวัย 2–5 ปี สามารถอ่านคู่มือเลือกโรงเรียนอนุบาลนานาชาติสำหรับเด็กวัย 2–5 ปี เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย
สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนนานาชาติที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาการในช่วงปฐมวัย โรงเรียนนานาชาติเซนต์ แอนดรูว์ส สุขุมวิท 107 (St. Andrews International School Sukhumvit 107) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยผู้ปกครองสามารถนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโรงเรียน หรือลงทะเบียนให้เราติดต่อกลับ เพื่อเข้ามาสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้ พูดคุยกับทีมครู และทำความเข้าใจแนวทางการจัดการเรียนการสอน ก่อนตัดสินใจเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับลูกมากที่สุด